เราจะเปลี่ยนบ้านให้เป็นที่ระบายกัน ระบายในที่นี้ไม่ใช่การระบายอารมณ์ออกมา แต่เป็นการระบายสี คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมให้เด็ก ทำงานศิลปะสนุกๆอยู่บ้านไปพร้อมๆกัน ด้วยอุปกรณ์และวัสดุต่างๆรอบบ้าน เช่น ใบไม้ที่ร่วงอยู่สามารถนำมาระบายสีแล้วปั้มสร้างงานภาพสวยๆได้ การขีดเขียนวาดเล่นด้วยมือของลูก เก็บไว้เป็นความทรงจำของเด็กๆ บอกแทนประสบการณ์ ถ่ายทอด ความคิด ความรู้สึก ออกมาแทนการระบายอารมณ์ความคับข้องใจ ที่สำคัญเป็นบ่อเกิดความสุขในใจของเด็กๆอีกด้วย
ในต่างประเทศหรือแม้แต่บ้านเรา ต่างก็ให้ให้ความสำคัญกับศิลปะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะศิลปะมีประโยชน์ในหลายๆด้าน เด็กเล็ก 2 ขวบก็สามารถวาดภาพระบายสีได้แล้ว เพราะเด็กเล็กวัยต่ำกว่า 3 ขวบ เป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้การหยิบจับ วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ทันทีที่ได้จับดินสอ เด็กน้อยของเราก็ไม่รอช้าที่จะที่จะขีดเขียนไปทุกที่ ลักษณะของลายเส้นที่เด็กวาดในช่วงวัยนี้จะเป็นเส้นเขี่ยๆยุ่งๆ ไม่ได้เจาะจงเป็นภาพอะไร แต่เป็นความพยายามของเด็กที่จะใช้กล้ามเนื้อมือของตนเองเพื่อเคยชินต่อจากหยิบจับดินสอ กิจกรรมในช่วงนี้ควรจะเป็นการใช้มือต่างๆ เช่น การปั้นดิน เล่นของเล่นที่ได้จับนั่นจับนี่ เพื่อเป็นการฝึกการควบคุมมือไปก่อน
เมื่อนานวันเข้าเด็กๆสามารถที่จะเริ่มเขียนรูปทรงต่างๆได้ โดยมากจะเป็นวงกลม และใช้สัญลักษณ์ง่ายๆแทนสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมากขึ้น อาจจะไม่เหมือนกับสิ่งนั้นเลยทีเดียว แต่เป็นภาพที่เกิดจากความคิดจินตนาการภายในใจเด็กผสมรวมเข้าไป จนเมื่อโตขึ้นช่วงประถมปลาย เด็กๆจะสามารถมองมิติต่างๆได้ชัดเจนมากขึ้น ความลึก ความสูง รู้จักการใช้เส้นและที่ว่าง การวาดรูปจะเริ่มคล้ายจริงมากขึ้น
เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการและการแสดงออกที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ และ จังหวะการเติบโต เด็กไม่ได้วาดตามสิ่งที่เขาเห็นเลยทีเดียว แต่เด็กๆเขาวาดในสิ่งที่เขารู้จักและเข้าใจ การฝึกให้เด็กได้รู้จักกับศิลปะเป็นการพัฒนาสมองซีกขวาโดยตรง ให้เด็กได้กล้าแสดงออกทางความคิดและพัฒนาในส่วนของกล้ามเนื้อต่างๆให้สัมพันธ์กับสายตา ช่วยเสริมความคิดและสร้างความภูมิใจในตนเอง เมื่อเด็กสังเกตุและเล็งเห็นถึงการพัฒนาของศิลปะของตน เด็กจะมีการพัฒนาและสมาธิในการใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่วอกแวก
เราเคยทราบกันอยู่แล้วว่า สมองซีกซ้ายจะทำงานเกี่ยวกับการคำนวณทั้งหลาย ทั้งทางวิทยาศาสตร์ การเขียนและความคิดเชิงตรรกวิทยา ส่วนสมองซีกขวาจะทำงานเกี่ยวกับความถนัดด้านดนตรี การเต้นรำ ศิลปะ งานปั้น และจิตนาการคิดฝัน ปัจจุบันมีการนำความคิดสร้างสรรค์และศิลปะ มาเป็นศาสตร์ในการบริหารงานทุกๆ อย่างมักจะมีงานศิลปะผสมผสานด้วยเสมอ ดังที่เห็น นักธุรกิจระดับโลกอย่าง สตีฟ จอปส์ ซีอีโอของ บริษัทแอปเปิล เป็นตัวอย่างแบรนด์ระดับโลกของการนำหลักบริหารที่นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่รังสรรค์ออกมา ทั้งไอพอต,แมคอินทอช ไม่ใช่เพื่อตอบสนองการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกด้วย
ดังนั้นศิลปะจึงเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้พัฒนาสมองซีกขวาให้เติบโต และทำงานควบคู่ไปกับสมองซีกซ้าย ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาจำนวนไม่น้อย ยืนยันว่าอัจฉริยะบุคคลของโลกล้วนแต่เป็น “นักสร้างสรรค์” ทั้งนั้น
แม้เพราะสมองคนเราถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือความสามารถในจินตนาการ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ ผู้คิดค้นทฤษฏีสัมพันธภาพ พยายามอธิบายว่า การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทุกอย่างของเขา มาจากจินตนาการ ถ้าจะเทียบระหว่างความรู้กับจินตนาการ เขาบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่า เป็นเชาว์ปัญญาขั้นสูงสุด และมันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จากข้อดีต่างๆที่อยู่ในนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มได้จากการเปลี่ยนบ้านให้เป็นที่ระบายและด้วยวิธีง่ายๆด้วยวิธีต่างๆมากมาย ล้วนแล้วแต่จะส่งเสริมให้เจ้าตัวเล็ก ได้ปล่อยความสามารถออกมาได้ เช่น
- เตรียมกระดาษ ปากกา ดินสอ สี ต่างๆที่ปลอดภัยไว้ใกล้มือเขา
- ชื่มชนงานศิลปะของเด็กๆ ด้วยใจจริง ให้เขาภาคภูมิใจ และรู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังทำเป็นสิ่งสำคัญของพ่อแม่
- ให้เด็กได้อ่านหนังสือศิลปะ ศึกษาด้วยตนเอง คอยคัดเลือกหนังสือให้เขา
- พาเด็กๆ ไปเรียนรู้ศิลปะนอกสถานที่ พิพิธภัณฑ์ ละครโรงหนัง ทุกๆอย่างที่สามารถเสริมสร้างจินตนาการของเขาได้
- หรือสนุกกับสิ่งในบ้านเพราะทุกอย่างคือศิลปะ ลองไปทำกิจกรรมกับลูก นอกจากเรียนรู้ศิลปะแล้วยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ไปพร้อมๆกันอีกด้วย
- ถ้าลูกแสดงออกถึงความสนใจในด้านไหน ให้แนะนำและสนับสนุนเขา
- ผลักดัน ให้เขาเปิดกว้างในศิลปะทุกแขนง ให้ลูกมีทางเลือก